ในเกาหลี พอลูกเกิด พ่อแม่มักพาไปหานักตั้งชื่อ ธรรมเนียมนี้มีรากลึกมานาน หัวใจของการตั้งชื่อแบบเกาหลีดั้งเดิมคือความสมดุลของธาตุทั้งห้าในผังดวงซาจู (ดวงสี่เสาแบบเกาหลี) ของเด็ก หลักการสำคัญคือใช้อักษรจีน (hanja) ในชื่อมาเติมธาตุที่ผังดวงของเด็กขาด
หลักคิดพื้นฐานเป็นแบบนี้ ขั้นแรกวิเคราะห์ผังดวงซาจูของเด็กเพื่อดูว่าธาตุทั้งห้ากระจายอยู่อย่างไร เช่น ถ้าผังดวงมีไฟและดินหนักแต่ขาดน้ำ ก็จะเลือกอักษรจีนที่มีพลังน้ำมาใส่ในชื่อเพื่อคืนความสมดุล อักษรจีนแต่ละตัวมีธาตุกำกับอยู่ พลังโดยรวมของชื่อจึงขึ้นอยู่กับว่าเลือกอักษรตัวไหน
อักษรจีนแบ่งธาตุตามเกณฑ์หลักสองแบบ แบบแรกแบ่งตามความหมาย อักษรอย่าง Rim (林 ป่า) และ Su (樹 ต้นไม้) เป็นธาตุไม้ ส่วน Gwang (光 แสง) และ Myeong (明 สว่าง) เป็นธาตุไฟ แบบที่สองแบ่งตามจำนวนขีด เรียกว่าธาตุทั้งห้าตามจำนวนขีด (Suri Ohaeng) คือเอาจำนวนขีดทั้งหมดหารด้วยห้า แล้วดูเศษว่าตรงกับธาตุไหน
อักษรประจำรุ่น (dolrimja) และลำดับรุ่นในตระกูล (hangryeol) ก็สำคัญในการตั้งชื่อแบบดั้งเดิม หลายตระกูลมีผังลำดับรุ่นที่กำหนดอักษรเฉพาะให้แต่ละรุ่น และธาตุของอักษรประจำรุ่นนี้ต้องกลมกลืนกับอักษรตัวอื่นในชื่อ ครอบครัวยุคใหม่หลายบ้านไม่ตามธรรมเนียมนี้แล้ว แต่ครอบครัวที่ให้ค่ากับรากเหง้าก็ยังดูทั้งลำดับรุ่นและความสมดุลของธาตุไปพร้อมกัน
ในการตั้งชื่อยุคใหม่ ชื่อเกาหลีแท้ (ที่ไม่มีอักษรจีน) ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่กับชื่ออักษรจีนแบบดั้งเดิม นักตั้งชื่อบางคนดูพลังของเสียงในชื่อเกาหลีแท้ด้วย เสียงนุ่มลื่นถือว่ามีพลังหยิน ส่วนเสียงหนักแน่นกระแทกถือว่ามีพลังหยาง แต่การเอาทฤษฎีธาตุทั้งห้ามาใช้กับชื่อที่ไม่มีอักษรจีนถือเป็นการตีความขยายจากระบบดั้งเดิม แต่ละสำนักจึงเห็นไม่ตรงกัน
บางครั้งคนก็ดูซาจูตอนจะเปลี่ยนชื่อตามกฎหมายด้วย ผู้ใหญ่ที่วิเคราะห์ผังดวงของตัวเองแล้วรู้สึกว่าธาตุในชื่อปัจจุบันไม่เข้ากับซาจู อาจคิดเรื่องเปลี่ยนชื่อ ตั้งแต่กฎหมายเปิดให้เปลี่ยนชื่อได้ง่ายขึ้น การปรึกษาเรื่องตั้งชื่อตามซาจูสำหรับผู้ใหญ่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มีข้อควรระวังสำคัญ ถ้าเชื่อว่าแค่ชื่ออย่างเดียวเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้ ก็ถือว่าตีความเกินไปแล้ว การตั้งชื่อแบบดั้งเดิมเป็นธรรมเนียมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากใส่พลังดีๆ ลงไปในชื่อลูกผ่านความสมดุลของธาตุ ไม่ได้หมายความว่าชื่อกำหนดชะตา ลองใช้ผลวิเคราะห์ธาตุทั้งห้าของ DESTIGER ทำความเข้าใจโครงสร้างพลังของลูก แล้วใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงอย่างหนึ่งตอนเลือกชื่อ
ขั้นตอนจริงของการตั้งชื่อแบบดั้งเดิมมีหลายชั้น นักตั้งชื่อจะวิเคราะห์ผังดวงซาจูของเด็กก่อน แล้วหาว่าธาตุให้คุณ (Yongsin 用神) หรือธาตุที่ผังดวงต้องการที่สุดคือธาตุอะไร ธาตุให้คุณนี้จะเป็นหลักในการเลือกอักษร เช่น ถ้าผังดวงของเด็กต้องการพลังน้ำอย่างมาก นักตั้งชื่อก็จะแนะนำอักษรจีนที่มีส่วนประกอบเป็นน้ำ (氵) หรืออักษรที่ความหมายเกี่ยวกับน้ำ การไหล หรือความลึก
แต่ละสำนักเห็นไม่ตรงกันว่าจะแบ่งธาตุของอักษรอย่างไรกันแน่ บางสำนักให้น้ำหนักกับความหมายของอักษร บางสำนักดูจำนวนขีดเป็นหลัก อักษรตัวเดียวกันยังได้ธาตุคนละแบบได้ แล้วแต่ว่าจะยึดส่วนประกอบของอักษรหรือความหมายโดยรวม การตั้งชื่อจึงไม่ใช่โจทย์ที่มีคำตอบถูกข้อเดียว แต่เป็นการชั่งน้ำหนักหลายปัจจัยไปพร้อมกันให้ลงตัวทั้งภาพ
ชื่อที่ใช้ในวงบันเทิง นามปากกา และชื่อกิจการในเกาหลีก็อิงหลักซาจูเหมือนกัน ศิลปิน นักเขียน และผู้ประกอบการมักดูผังดวงตอนเลือกชื่อที่ใช้ทำงาน โดยเลือกชื่อที่มาชดเชยธาตุที่อ่อน ชื่อเป็นสิ่งที่เราเรียกและเขียนกันทุกวัน ตำราดั้งเดิมจึงมองว่าพลังของชื่อส่งผลต่อเนื่องแบบเงียบๆ ตลอดเวลา และถึงจะมองในแง่จิตวิทยาล้วนๆ การเลือกชื่อก็ยังมีความหมายอยู่ดี
คนเริ่มสนใจเอาหลักธาตุทั้งห้ามาใช้กับชื่อภาษาอังกฤษและชื่อสากลมากขึ้นด้วย นักตั้งชื่อบางคนจับคู่ลักษณะเสียงของตัวอักษรและพยางค์เข้ากับธาตุแต่ละธาตุ แต่นี่ก็เป็นการตีความขยาย ยังไม่มีฉันทามติทางวิชาการที่หนักแน่น ถึงอย่างนั้น งานวิจัยเรื่องการตั้งชื่อยุคใหม่ก็รองรับแนวคิดที่ว่าเสียงและความรู้สึกของชื่อมีน้ำหนักทางจิตวิทยาจริง วิธีนี้จึงอย่างน้อยก็ฟังขึ้นในแง่สามัญสำนึก
ผลวิเคราะห์ธาตุทั้งห้าของ DESTIGER แสดงสัดส่วนธาตุให้เห็นเป็นภาพ ทั้งของลูกและของตัวเอง พอรู้ว่าธาตุไหนแรงและธาตุไหนขาด ก็มีพื้นฐานแน่นพอจะคุยกับนักตั้งชื่อ มีข้อมูลชัดๆ อยู่ในมือ ก็เลือกได้รอบคอบขึ้น และมั่นใจได้ว่าชื่อที่ได้สะท้อนทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและความชอบของครอบครัว ชื่อคือเพื่อนที่อยู่กับเราไปทั้งชีวิต เลือกอย่างใส่ใจ แต่ก็เลือกอย่างมีความสุขด้วย